วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ไม่อยากจะตั้งชื่อเรื่อง

เริ่มจากเรื่องของการทำงานก่อนแล้วกัน ตอน ม.สี่. เราเป็นสต๊าฟฟ์ชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ. ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่เราเพิ่งเข้าชุมนุมนี้. งานแรกที่เรากับเพื่อนๆ ช่วยกันทำก็คือ จัดบอร์ดนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับวันสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอะไรซักอย่างก็จำไม่ได้แล้ว. เป็นบอร์ดให้ความรู้ซักสามสี่บอร์ด ตั้งอยู่ที่ศาลาเอนกประสงค์ของโรงเรียน. ระหว่างที่บอร์ดยังตั้งแสดงอยู่ก็มีรุ่นพี่ของชุมนุมไปดู. แล้วพอหมดงานก็ถึงเวลาสรุปงาน เค้าก็มา ... มาพร้อมกับสิ่งที่เค้าเรียกว่าคำด่า แต่สำหรับเราเป็นคำแนะนำที่ดีมากในชีวิตเลยทีเดียว. เราเองก็จำไม่ได้ละเอียดหรอกว่าพี่คนนั้นเค้าว่าอย่างไรบ้าง แต่คร่าวๆ คือ พี่คนนั้นเค้าเริ่มพูดตั้งแต่สีของพื้นหลังบอร์ด ว่าทำไมใช้สีนี้ๆ ควรไม่ควรอย่างไร, บอร์ดเอาไปตั้งตรงนั้นได้อย่างไร จะมีคนไปอ่านเหรอ, บอร์ดที่ทำไม่มีจุดเด่นเลย ทำไมไม่สร้างจุดเด่นให้กับบอร์ด เอาต้นไม้ไปตั้งๆ ว่างๆ ให้ดูดีหน่อยก็เด่นแล้ว, บอร์ดมีแต่ตัวหนังสือ ใครเค้าจะไปยืนอ่าน น่าจะมีรูปภาพเยอะกว่านี้. เหล่านี้คือคำตำหนิจากรุ่นพี่ที่ไม่ได้คำนึงเลยว่านึ่เป็นเพียงแค่งานแรกของเราเท่านั้น. เราไม่อยากไปตัดสินหรอกว่าวัฒนธรรมขององค์กรแบบนี้ดีหรือไม่ แต่เราแค่อยากจะบอกว่า เราเจอมาแบบนี้.

ทำไมเราถึงเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้ ? เพราะเราต้องการจะโยงไปถึงสิ่งที่เพื่อนๆ ชอบบอกกันว่า รุ่นพี่มีแต่ด่าๆๆ. สำหรับเราสิ่งที่รุ่นพี่ว่าๆ มานั้น แรงน้อยกว่าสิ่งที่เราเคยประสบพบเจอในการทำงานแต่ก่อนเสียอีก. และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเราไม่เรียกถ้อยคำตำหนิอย่างนั้นว่าคำด่าหรอก เราเรียกว่าคำแนะนำ เพราะสิ่งที่พี่เค้าว่ามานั้น ไม่ได้ออกมาจากใจที่เป็นอกุศล หรืออาฆาตแค้นพวกเราแต่อย่างใด.

เราขอยกตัวอย่างเรื่องเรื่องนึง เป็นเรื่องตอนพวกเราจัดรับน้องรุ่นที่ 6 กัน. จำได้หรือไม่ว่ามีกิจกรรมฐานนึง ที่ปิดตาน้องแล้วพาน้องเดินไปยังที่ต่างๆ แกล้งน้องบ้าง อะไรบ้าง. ระหว่างที่น้องถูกปิดตา พวกเราก็แกล้งน้องกันสารพัด เอาใบไม้บ้าง กิ่งไม้บ้างไปเสียงหูน้อง เสียงผมน้อง. หลังจากกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้นไป มีรุ่นพี่เข้ามาตำหนิพวกเรา เราไม่แน่ใจว่ามีเพื่อนกี่คนที่มีรุ่นพี่เข้ามาพูดเรื่องนี้ด้วย. เรื่องที่เค้าตำหนิก็คือ ทำไมซี้ซั้วเอาอะไรก็ไม่รู้ไปทัดหูน้อง ไม่รู้เหรอว่าต้องใช้ใบจามจุรีเท่านั้น ! เพื่อนเราคนนึงก็บ่นว่า อะไรหนิ เรื่องแค่นี้เอง ทำไมต้องว่ากันด้วย ใครจะไปรู้ล่ะ. เราไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนคนนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเราคิดว่าสิ่งที่เราไม่รู้ และมีคนบอกให้เรารู้ เราก็ควรยอมรับฟังเอาไว้ สิ่งที่เราทำพลาดไป ก็อย่าให้มันเกิดอีก. จะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่เชิง เพราะเราถือว่าเป็นวัฒธรรม ประเพณี และเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงามอย่างหนึ่งของความเป็นจุฬาฯ ถ้าเราละเลยไม่ปฏิบัติตาม รุ่นน้องต่อๆ ไปก็คิดว่ามันไม่มี ไม่เคยมี ก็จะละเลยกันต่อไปเป็นรุ่นๆ แล้วสุดท้าย สิ่งนี้ก็จะหายไปจากสารบบ. การที่รุ่นพี่เตือนเราในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรทำอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เราทำลงไปนั้นเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงกาล.

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

น้ำค้างกลางตะวัน

มีเพลงเก่าๆ เพราะๆ มารำลึกกันอีกแล้ว
คราวนี้คือเพลง น้ำค้างกลางตะวัน ของนักร้องสาวเสียงดี โฟร์ท - นฤมล จิวังกูร
เพลงนี้ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ฟังกี่ทีก็เพราะทุกที :)

น้ำค้างกลางตะวัน

หยดน้ำ เพียงละอองที่ใครก็มองผ่าน ถูกแสงดวงตะวันก็คงต้องแห้งไป
แต่ขอเพียงแค่เสี้ยงหนึ่ง ซึ่งได้ใช้มันไป เพื่อให้ดอกไม้นั้นไม่ร้อนรน

กับรักฉันที่มีที่มันไม่ยิ่งใหญ่ อาจไม่ช่วยอะไรเมื่อเธอนั้นทุกข์ทน
แต่ขอเพียงให้รู้ว่า วันที่ฟ้าเธอหม่น ขอเป็นหนึ่งคนที่ไม่ทิ้งกัน

ไม่ว่าเธอมีใคร ในหัวใจฉันมีเธอ ชีวิตจะมีแต่เธอเท่านั้น
จะอยู่จะคอยเป็น ดั่งน้ำค้างกลางตะวัน ห่วงใยเธอจนวันสุดท้าย

กับรักฉันที่มีที่เธอนั้นมองผ่าน จากนี้ไปจนวันที่ฉันไม่หายใจ
อย่างน้อยเสี้ยวชีวิตหนึ่ง ก็ได้ใช้มันไป ใช้มันหมดใจเพื่อจะรักเธอ

ไม่ว่าเธอมีใคร ในหัวใจฉันมีเธอ ชีวิตจะมีแต่เธอเท่านั้น
จะอยู่จอคอยเป็น ดั่งน้ำต้างกลางตะวัน ห่วงใยเธอจนวันสุดท้าย

กับรักฉันที่มีที่เธอนั้นมองผ่าน จากนี้ไปจนวันที่ฉันไม่หายใจ
อย่างน้อยเสี้ยวชีวิตหนึ่ง ก็ได้ใช้มันไป ใช้มันหมดใจเพื่อจะรักเธอ

อย่างน้อยคนที่ไม่มี ไม่มีค่าเท่าไหร่ ก็ยังภูมิใจที่ได้รักเธอ

Download น้ำค้างกลางตะวัน