วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
โดนมัดมือชก ส่งชื่อเป็นพยาน
หลายเดือนก่อนมีพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งทัก Facebook Chat มาขอความช่วยเหลือ บอกว่าขอชื่อจริงนามสกุลจริงหน่อย เรื่องด่วน เดี๋ยวค่อยอธิบายทีหลัง ลองปรึกษากับพี่อีกคน เขาว่าคงเอาชื่อเราไปเป็น referrence ในการสมัครเข้าทำงานกับที่ใหม่ เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เลยให้ไป แต่เขาก็ offline ไปโดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เรื่องนานจนเกือบจะลืมไปแล้ว จนถึงเมื่อไม่กี่วันมานี้ พี่เขาทักมาอีกที ขอนัดกินข้าวด้วย แต่ตอบพี่เขาไปว่าไม่ว่าง เพราะตั้งใจว่าจะไปงานรับปริญญาที่ ม.เกษตรฯ เลยปฏิเสธไป เราก็เริ่มเอะใจแล้ว ว่ามีอะไรรึเปล่า ถัดมาอีกวันพี่เขาถึงจะบอกว่าได้ส่งชื่อเราไปเป็นพยานในคดีที่พี่เขาฟ้องบริษัทเก่าเรื่องจ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายไม่ครบ … เราก็อ้าว ทำอย่างนี้ได้อย่างไร อยู่ดีๆ ส่งชื่อเราไปเป็นพยาน แต่ไม่บอกกล่าวเราสักคำ แถมยังจะมาหลอกเอาเรื่องกินข้าวมาบังหน้า กะจะบอกเราเอาวินาทีสุดท้าย มัดมือชก ดิ้นไม่หลุดกันเลยทีเดียว
ด้วยความที่ยังนับถือกันอยู่ เลยได้แต่ปฏิเสธอย่างสุภาพไป นี่ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนด่าไปเรียบร้อยแล้ว
บางคนอ่านแล้วอาจจะเกิดคำถามว่าทำไมผู้เขียนถึงได้เห็นแก่ตัวเช่นนี้ คนรู้จักกันมาขอความช่วยเหลือ ทำไมถึงไม่ยอมช่วย เรื่องราวจริงๆ ไม่น่าจะมีอะไรมากเลย กับการแค่ขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรแบบนี้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ความจริงใจที่มีต่อกัน
การจะขอความช่วยเหลือจากใคร ควรแสดงความจริงใจว่าเราต้องการความช่วยเหลือ พร้อมอธิบายเหตุผลและเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับผู้ที่ได้รับการร้องขอ ไม่ใช่ว่าจะขอความช่วยเหลือจากเขา แต่กลับไปหลอกลวงเขา มัดมือชกเขาแบบนี้ คงไม่มีใครรู้สึกดี และเต็มใจช่วยหรอก
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อีเห็น พันธุ์หำใหญ่
หลายคนคงรู้จักกับ "อีเห็น" (selfish homosepiens) ไปกันบ้างแล้วผ่านทางเว็บบอร์ดพันทิพ แต่ในวันนี้ผมจะมาเล่าถึงอ้ายเห็น (ตัวผู้ ตัวเมียเรียกอีเห็น) อีกหนึ่งสายพันธุ์ นั่นคือ พันธุ์ "หำใหญ่"
อ้ายเห็นพันธุ์หำใหญ่พบได้ทั่วไปตามรถโดยสารประจำทาง หรือขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ
พฤติกรรมที่เป็นลักษณะเด่น คือ การนั่งถ่างขาเพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของอาณาเขต (ซึ่งจริงๆ เป็นพื้นที่สาธารณะ) จนทำให้คนที่นั่งข้างๆ ใช้พื้นที่ได้เพียงเศษเสี้ยวของก้น (- -')
เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยพบเคยเห็นอ้ายเห็นพันธุ์นี้อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย ไม่บนรถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือบางทีก็อาจพบเห็นได้ตามพื้นที่สาธารณะอื่นๆ เช่น ที่นั่งคอยในโรงพยาบาล สถานีขนส่ง เป็นต้น
คุณสมบัติจำเพาะอีกอย่างของอ้ายเห็นพันธุ์นี้ก็น่าจะเป็นความหนาของผิวหนัง โดยเฉพาะที่หน้า เพราะขนาดมีคนมานั่งข้างๆ แล้วยังไม่ยอมนั่งให้กินพื้นที่น้อยลงเลย ยังคงนั่งแผ่ขยายอาณาเขตอยู่ต่อไป
สุดท้ายนี้ก็คงจะขอให้ผู้ที่ได้อ่านบล็อกนี้ได้ระลึก อย่าเผลอทำตัวเป็นอ้าย/อีเห็นกันนะครับ
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วงจรอุบาทว์ภาค 2
หลังจากที่ทำงานไปได้ซักระยะ ก็ลองมาอัพเดทกิจวัตรประจำวันกันหน่อย เพราะรู้สึกว่าวันๆ หนึ่ง เวลามันหายไปไหนหมดไม่รู้
- เริ่มต้นด้วยเวลาทำงาน ทุกวันนี้อยู่ที่ทำงานเกิน 9 ชั่วโมงทุกวัน ตีซะว่าอยู่ 10 ชั่วโมงพอ แม้บางวัน (เช่นวันนี้ ล่อเข้าไป 12 ชั่วโมงก็ตาม)
- ต่อมาด้วยเวลาในการเดินทาง ขาไป-ขากลับ ราวๆ รอบละ 2 ชั่วโมง รวมกันก็เป็น 4 ชั่วโมงที่ต้องนั่งเฉยๆ บนรถเมล์
- เวลานอน 6 ชั่วโมง นี่ลดลงต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว ถ้าต่ำกว่านี้อีกคงเป็นซอมบี้อย่างแน่นอน
- ที่เหลือเป็นเวลาว่าง อันนี้รวมถึงเวลาในการทานอาหาร อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเกมต่างๆ อีก 4 ชั่วโมง (อยากจะบอกว่าแค่อาบน้ำ กินข้าว ก็รวมกันชั่วโมงหนึ่งละ เหลือจริงๆ ไม่ถึง 3 ชั่วโมง -*-)
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
แจกแจงวงจรอุบาทว์
หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หมดไปกับการนอน 8 ชั่วโมง ต้องอยู่ที่ทำงานอีก 9 ชั่วโมง เหลืออีก 7 ชั่วโมง เนื่องจากการจราจรที่ติดขัด การเดินทางไปกลับที่ทำงานอีกอย่างละเกือบ 2 ชั่วโมง หายไปอีก 4 ชั่วโมง เหลือ 3 ชั่วโมง
วันวันหนึ่งมีเวลาว่างแค่ 3 ชั่วโมง !!!! นี่แหละหนาวงจรอุบาทว์
วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ไม่อยากจะตั้งชื่อเรื่อง
เริ่มจากเรื่องของการทำงานก่อนแล้วกัน ตอน ม.สี่. เราเป็นสต๊าฟฟ์ชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ. ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่เราเพิ่งเข้าชุมนุมนี้. งานแรกที่เรากับเพื่อนๆ ช่วยกันทำก็คือ จัดบอร์ดนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับวันสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอะไรซักอย่างก็จำไม่ได้แล้ว. เป็นบอร์ดให้ความรู้ซักสามสี่บอร์ด ตั้งอยู่ที่ศาลาเอนกประสงค์ของโรงเรียน. ระหว่างที่บอร์ดยังตั้งแสดงอยู่ก็มีรุ่นพี่ของชุมนุมไปดู. แล้วพอหมดงานก็ถึงเวลาสรุปงาน เค้าก็มา ... มาพร้อมกับสิ่งที่เค้าเรียกว่าคำด่า แต่สำหรับเราเป็นคำแนะนำที่ดีมากในชีวิตเลยทีเดียว. เราเองก็จำไม่ได้ละเอียดหรอกว่าพี่คนนั้นเค้าว่าอย่างไรบ้าง แต่คร่าวๆ คือ พี่คนนั้นเค้าเริ่มพูดตั้งแต่สีของพื้นหลังบอร์ด ว่าทำไมใช้สีนี้ๆ ควรไม่ควรอย่างไร, บอร์ดเอาไปตั้งตรงนั้นได้อย่างไร จะมีคนไปอ่านเหรอ, บอร์ดที่ทำไม่มีจุดเด่นเลย ทำไมไม่สร้างจุดเด่นให้กับบอร์ด เอาต้นไม้ไปตั้งๆ ว่างๆ ให้ดูดีหน่อยก็เด่นแล้ว, บอร์ดมีแต่ตัวหนังสือ ใครเค้าจะไปยืนอ่าน น่าจะมีรูปภาพเยอะกว่านี้. เหล่านี้คือคำตำหนิจากรุ่นพี่ที่ไม่ได้คำนึงเลยว่านึ่เป็นเพียงแค่งานแรกของเราเท่านั้น. เราไม่อยากไปตัดสินหรอกว่าวัฒนธรรมขององค์กรแบบนี้ดีหรือไม่ แต่เราแค่อยากจะบอกว่า เราเจอมาแบบนี้.
ทำไมเราถึงเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้ ? เพราะเราต้องการจะโยงไปถึงสิ่งที่เพื่อนๆ ชอบบอกกันว่า รุ่นพี่มีแต่ด่าๆๆ. สำหรับเราสิ่งที่รุ่นพี่ว่าๆ มานั้น แรงน้อยกว่าสิ่งที่เราเคยประสบพบเจอในการทำงานแต่ก่อนเสียอีก. และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเราไม่เรียกถ้อยคำตำหนิอย่างนั้นว่าคำด่าหรอก เราเรียกว่าคำแนะนำ เพราะสิ่งที่พี่เค้าว่ามานั้น ไม่ได้ออกมาจากใจที่เป็นอกุศล หรืออาฆาตแค้นพวกเราแต่อย่างใด.
เราขอยกตัวอย่างเรื่องเรื่องนึง เป็นเรื่องตอนพวกเราจัดรับน้องรุ่นที่ 6 กัน. จำได้หรือไม่ว่ามีกิจกรรมฐานนึง ที่ปิดตาน้องแล้วพาน้องเดินไปยังที่ต่างๆ แกล้งน้องบ้าง อะไรบ้าง. ระหว่างที่น้องถูกปิดตา พวกเราก็แกล้งน้องกันสารพัด เอาใบไม้บ้าง กิ่งไม้บ้างไปเสียงหูน้อง เสียงผมน้อง. หลังจากกิจกรรมนั้นเสร็จสิ้นไป มีรุ่นพี่เข้ามาตำหนิพวกเรา เราไม่แน่ใจว่ามีเพื่อนกี่คนที่มีรุ่นพี่เข้ามาพูดเรื่องนี้ด้วย. เรื่องที่เค้าตำหนิก็คือ ทำไมซี้ซั้วเอาอะไรก็ไม่รู้ไปทัดหูน้อง ไม่รู้เหรอว่าต้องใช้ใบจามจุรีเท่านั้น ! เพื่อนเราคนนึงก็บ่นว่า อะไรหนิ เรื่องแค่นี้เอง ทำไมต้องว่ากันด้วย ใครจะไปรู้ล่ะ. เราไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนคนนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเราคิดว่าสิ่งที่เราไม่รู้ และมีคนบอกให้เรารู้ เราก็ควรยอมรับฟังเอาไว้ สิ่งที่เราทำพลาดไป ก็อย่าให้มันเกิดอีก. จะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่เชิง เพราะเราถือว่าเป็นวัฒธรรม ประเพณี และเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงามอย่างหนึ่งของความเป็นจุฬาฯ ถ้าเราละเลยไม่ปฏิบัติตาม รุ่นน้องต่อๆ ไปก็คิดว่ามันไม่มี ไม่เคยมี ก็จะละเลยกันต่อไปเป็นรุ่นๆ แล้วสุดท้าย สิ่งนี้ก็จะหายไปจากสารบบ. การที่รุ่นพี่เตือนเราในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรทำอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เราทำลงไปนั้นเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงกาล.
