ไม่ได้เขียนบล็อกมานาน วันนี้กลับมาเขียน เพราะอยากจะบ่นอะไรสักหน่อย
หลายเดือนก่อนมีพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งทัก Facebook Chat มาขอความช่วยเหลือ บอกว่าขอชื่อจริงนามสกุลจริงหน่อย เรื่องด่วน เดี๋ยวค่อยอธิบายทีหลัง ลองปรึกษากับพี่อีกคน เขาว่าคงเอาชื่อเราไปเป็น referrence ในการสมัครเข้าทำงานกับที่ใหม่ เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เลยให้ไป แต่เขาก็ offline ไปโดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เรื่องนานจนเกือบจะลืมไปแล้ว จนถึงเมื่อไม่กี่วันมานี้ พี่เขาทักมาอีกที ขอนัดกินข้าวด้วย แต่ตอบพี่เขาไปว่าไม่ว่าง เพราะตั้งใจว่าจะไปงานรับปริญญาที่ ม.เกษตรฯ เลยปฏิเสธไป เราก็เริ่มเอะใจแล้ว ว่ามีอะไรรึเปล่า ถัดมาอีกวันพี่เขาถึงจะบอกว่าได้ส่งชื่อเราไปเป็นพยานในคดีที่พี่เขาฟ้องบริษัทเก่าเรื่องจ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายไม่ครบ … เราก็อ้าว ทำอย่างนี้ได้อย่างไร อยู่ดีๆ ส่งชื่อเราไปเป็นพยาน แต่ไม่บอกกล่าวเราสักคำ แถมยังจะมาหลอกเอาเรื่องกินข้าวมาบังหน้า กะจะบอกเราเอาวินาทีสุดท้าย มัดมือชก ดิ้นไม่หลุดกันเลยทีเดียว
ด้วยความที่ยังนับถือกันอยู่ เลยได้แต่ปฏิเสธอย่างสุภาพไป นี่ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนด่าไปเรียบร้อยแล้ว
บางคนอ่านแล้วอาจจะเกิดคำถามว่าทำไมผู้เขียนถึงได้เห็นแก่ตัวเช่นนี้ คนรู้จักกันมาขอความช่วยเหลือ ทำไมถึงไม่ยอมช่วย เรื่องราวจริงๆ ไม่น่าจะมีอะไรมากเลย กับการแค่ขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรแบบนี้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ความจริงใจที่มีต่อกัน
การจะขอความช่วยเหลือจากใคร ควรแสดงความจริงใจว่าเราต้องการความช่วยเหลือ พร้อมอธิบายเหตุผลและเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับผู้ที่ได้รับการร้องขอ ไม่ใช่ว่าจะขอความช่วยเหลือจากเขา แต่กลับไปหลอกลวงเขา มัดมือชกเขาแบบนี้ คงไม่มีใครรู้สึกดี และเต็มใจช่วยหรอก